Begin with the end : เกมชีวิต “เริ่มต้นที่ตอนจบ “



“มีคนชอบถามว่า จะใช้สมองอย่างไรถึงจะคุ้มค่า จะใช้ชีวิต
ใช้เวลาอย่างไรถึงจะถือว่าสมองของเราไม่ได้สูญเปล่า ด้วยความที่หนูดี
เรียนมาด้านสมองและด้านอัจฉริยภาพ จึงถูกถาม
ในเรื่องนี้เป็นประจำ และก็เป็นคำถามที่ทำให้สนุกมากที่จะตอบเสมอ
เพราะคำถามชนิดนี้มีคำตอบได้มากมาย ไม่เคยตายตัว ใครตอบก็ไม่มีวันซ้ำกัน
วันนี้ลองมาฟังนักวิจัยด้านสมองตอบคำถามนี้ดูกันเล่น ๆ ไหมคะ
สมัยที่หนูดีเรียนอยู่เคยถูกให้ทำแบบฝึกหัดหนึ่ง
ซึ่งเปลี่ยนแปลงชีวิตหนูดี ไปตลอดกาลเลย คือเกม ” เริ่มต้นที่ตอนจบ “
โดยเกมนี้เล่นไม่ยาก แต่ใช้เวลาพอสมควร หนูดีเคยนำมาฝึกกับลูกศิษย์
ของหนูดีบ่อย ๆ มีคนนั่งหลับตาไป ร้องไห้ไปมาหลายคนแล้ว
เพราะเป็นเกมที่ทำให้เราได้ย้อนหลังกลับไปมองชีวิตไม่ใช่แต่ต้นจนอวสาน
แต่ว่ามองจากอวสาน มาตอนต้น…”

บทความ วนิษา เรซ หรือหนูดี

คลิกที่นี่ >>> Begin with the end: เกมชีวิต “เริ่มต้นที่ตอนจบ “ <<<

เป็นไฟล์โหลดดูที่เครื่อง ปลอดภัย อัพเดท 24.02.2557
(เข้าไปแล้ว  ต้องคลิกๆๆ เม้าท์ไปเรื่อยๆ  เพื่อดูข้อความ  คลิกตรงไหนก็ได้ค่ะ)

ความฉลาด 7 แบบ คุณเป็นแบบไหน? (จิตวิทยาน่าอ่าน)

อ่านเล่น ๆ เย็น ๆใจจ้า 

จิตวิทยาทั่วไป

ความฉลาด 7 แบบ คุณเป็นแบบไหน

คนฉลาดทั้งเจ็ด….

What is your type?  


 

 

 

 

เฮาวาร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเสนอความคิดหนึ่ง เขาบอกว่าความฉลาดของมนุษย์นั้นมีอยู่ 7 อย่าง

คุณการ์ดเนอร์แกเชื่อว่ามนุษย์มีความฉลาดที่มีมาแต่กำเนิดไม่เท่ากัน บางคนมีความฉลาดอย่างหนึ่งมากกว่าอย่างหนึ่ง บางคนอาจมีความฉลาดหลายอย่างอยู่ในตัว และถ้ายิ่งได้ฝึกฝนมากขึ้นความฉลาดอันนั้นก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

แล้วถามว่าสำหรับคนที่ไม่มีเลยจะฝึกให้มีขึ้นได้ไหม ผมว่าได้ ผมมองว่าความฉลาดของคนฝึกฝนกันได้ แต่จะได้มากหรือน้อยก็ต้องย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกมากมาย และคงต้องยอมรับว่าแต่ละคนย่อมได้ผลจากการฝึกไม่เท่ากัน

เป็นความจริงทีเดียวที่เด็กทุกคนเปรียบเหมือนผ้าขาว แต่ผ้าขาวย่อมมีหลายเนื้อ และผ้าแต่ละเนื้อก็ย่อมดูดซึมสีแต่ละชนิดได้แตกต่างกัน ผ้าบางอย่างย่อมเหมาะกับสีบางอย่าง

ผมมีคนอยู่เจ็ดคนจะแนะนำให้รู้จัก เป็นคนฉลาดที่ทฤษฎีของนายการ์ดเนอร์พูดถึงนั่นแหละครับ

คนแรกเขาชื่อ คณิต ครับ เด็กหนุ่มคนนี้เป็นภาพของคนฉลาดอย่างที่คนทั่วไปนึกถึงก่อนเป็นลำดับแรก เขาเก่งวิทยาศาสตร์ สอบเลขได้คะแนนดีเสมอ มุมมองของเขาต่อสรรพสิ่งเป็นตรรกะ เขาเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุมีผล ปรากฏการณ์ทุกอย่างในจักรวาลต้องอธิบายได้ด้วยตรรกวิทยา

ในทางจิตวิทยาเรียกความฉลาดแบบนี้ว่า Logical & Mathematical Intelligence หรือ ความฉลาดด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ คนฉลาดแบบนี้สมัยกรีกโบราณเขาเรียกว่าปราชญ์ครับ

 

คนที่สองชื่อ รจนา เธอคล่องถึงสามภาษา และกำลังวางแผนที่จะเรียนอีกภาษาหนึ่งอยู่ ใครๆ ก็มักบอกว่าเธอเขียนโคลงกลอนได้อย่างกับมืออาชีพ ตอนเป็นนักเรียนเธอเข้าใจความหมายของเสียงในคำได้ทันทีที่ครูพูดถึง เพื่อนหลายคนต้องให้เธอติวเรื่องเสียงเอก โท ตรี ที่เธอก็ไม่เข้าใจว่ามันยากตรงไหน ตอนอยู่มหาวิทยาลัยเธอร่วมอยู่ในชมรมโต้วาทีโดยเป็นประธานชมรมถึงสองสมัย

เธอมีความฉลาดที่เรียกกันว่า ความฉลาดด้านภาษา หรือ Linguistic Intelligence อย่างเต็มเปี่ยม

 

คนที่สามคนเป็นช่างไม้ครับ ผมเรียกแกว่าน้า ทรง น้าทรงแกเป็นผอมๆ ดูไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงเท่าไร ยังนึกแปลกใจอยู่เลยว่าแล้วแกจะมีแรงเลื่อยไม้ไหวหรือ

น้าทรงเป็นหัวหน้าช่างครับ แต่ผมว่าแกฉลาดเหลือเกิน แกเข้าใจรูปทรงสามมิติได้อย่างไม่น่าเชื่อ รูปทรงยากๆ แค่ไหน อธิบายให้แกฟังแกก็เข้าไม้ได้ไร้ที่ติ การกะระยะยิ่งไม่ต้องพูดถึงแทบจะไม่ต้องใช้เทปวัดเลย ว่างๆ ผมเห็นแกนั่งวาดรูปเล่น เส้นสายไม่เลวเลยครับ ถ้าได้ร่ำเรียนเสียหน่อย แกก็น่าจะไปได้ดี นี่ถ้าแกเกิดในครอบครัวที่ส่งเสียแกเรียนได้ผมว่าแกคงเลือกเรียนจิตรกรรมหรือสถาปัตย์ เป็นแน่

คุณการ์ดเนอร์ แกเรียกคนที่มีความสามารถในการกะระยะทาง การเข้าใจรูปทรง การมองเห็นเป็นสามมิติ ความชำนาญในการใช้สี เส้น ที่ว่าง และสร้างความสัมพันธ์ให้กับมันได้ว่าเป็นคนที่มี ความฉลาดด้านมิติ หรือ Spatial Intelligence ความฉลาดด้านมิตินี่รวมไปถึงความชำนาญเรื่องทิศทางด้วยนะครับ

คนที่สี่คนนี้เป็นนักกีฬาสมัครเล่นครับ ถึงจะดูจากรูปร่างแล้วเขาก็ไม่ได้มีร่างกายล่ำสันอะไร แต่กีฬาแทบทุกชนิดเขาเล่นได้ดีเหมือนกับว่าอุปกรณ์กีฬาที่เล่นอยู่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขาเองเลย ชื่อ อินทรีย์ ครับคนนี้ เคยแปลกใจบ้างไหมครับเวลาที่เราเห็นคนบางคนเล่นกีฬาอะไรก็ดีไปหมดเสียทุกอย่าง

ไมเคิล จอร์แดน เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ทั้งบาสเกตบอล เบสบอล หรือแม้แต่กอล์ฟ เขาเล่นได้ดีอย่างน่าอัศจรรย์ เขาทราย แกแล็คซี่ ของเรานี่ก็ใช่ครับ นอกจากทำให้คนทั้งโลกยอมรับไปแล้วว่าไม่มีใครที่น้ำหนักตัวเท่าเขาล้มเขาบนสังเวียนได้ ผมยังเคยเห็นเขายิงหนังสติ๊กออกทีวีโชว์ความแม่นยำที่ต้องบอกว่าแม่นเอามากๆ และก็ยังเคยได้ยินมาอีกว่าชั้นเชิงสนุกเกอร์กับฝีมือตะกร้อของเขาก็ไม่เบาทีเดียว

ไอ้ครั้นจะบอกว่าคนพวกนี้มีกล้ามเนื้อใหญ่กว่าคนอื่นก็คงไม่ใช่ เพราะกล้ามเนื้อคนเรานี่มันเพาะกันได้ แล้วผมก็ว่านักกล้ามกับนักกีฬานี่มันก็ไม่เกี่ยวกัน

 

นักจิตวิทยาอเมริกันท่านนี้มองว่า ความสามารถในการใช้ร่างกายของคนเราก็เป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง ความแคล่วคล่อง ความยืดหยุ่น หรือแม้แต่จังหวะจะโคน ล้วนเป็นความฉลาดของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น

พวกนักเล่นกลหรือนักกายกรรมนี่ก็ใช่นะครับ พวกใช้มือประดิษฐ์สิ่งของเก่งๆ นี่ก็ใช่เหมือนกัน รวมไปถึงพวกพ่อครัวที่โยนแป้งได้สูงๆ แล้วรับได้ พวกโยนผักบุ้งลอยฟ้า คนที่ใช้มือได้คล่องๆ อย่างนี้ล้วนมีความฉลาดเหมือนที่นายอินทรีย์มี เป็นความฉลาดที่เรียกว่า ความฉลาดด้านร่างกาย หรือ Bodily Intelligence นั่นเอง

คนต่อมาชื่อลุง สำเนียง ครับ เครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ทั้งวงนี่คุณลุงแกเล่นได้หมดเลยโน้ตสักตัวก็ไม่รู้ แต่แต่งเพลงมาไม่รู้กี่เพลงแล้ว พูดง่ายๆ คุณลุงแกมี Musical Intelligence หรือ ความฉลาดด้านดนตรี มาตั้งแต่เกิด

ใครร้องเพลงเพี้ยนขึ้นมาไม่ถึงสามคำแกก็เคาะหัวได้เลย เรื่องจังหวะนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อย่างแกนี่ต้องเรียกว่าชีพจรเพลงมากกว่าจังหวะเพลง คิดดูก็แล้วกันเล่นเพลงอยู่ดีๆ เกิดสัปหงกหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมายังเดี่ยวระนาดเข้ากับวงได้ทันทีไม่มีคร่อม พวกนักเต้นรำที่คล่องจังหวะมากๆ นี่ก็ถือว่ามีความฉลาดด้านดนตรีเหมือนกัน ต่อให้จังหวะซอยถี่แค่ไหนก็ยังย่ำเท้าได้ไม่มีผิด

คนที่หกเขาชื่อ สัมพันธ์ เคยเห็นคนแบบนี้บ้างไหมครับ คนที่ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร

และดูเหมือนจะเป็นคนที่เข้าใจความรู้สึกและเจตนาของคนอื่นได้ดีเป็นพิเศษ เป็นคนที่รู้ถึงความเหมาะเจาะของสัมพันธภาพของมนุษย์ ไม่มีขาดไม่มีเกิน

ความสามารถแบบนี้คุณการ์ดเนอร์แกก็ถือเป็นความฉลาดอย่างหนึ่ง เขาเรียกว่า ความฉลาดด้านมนุษยสัมพันธ์ หรือ Interparsonal Intelligence

คนสุดท้ายชื่อแปลกหน่อยนะครับเขาชื่อ อัตตา จิตแพทย์ส่วนใหญ่ลงความเห็นกันว่าปัญหาสุขภาพจิตของผู้คนทุกวันนี้ล้วนแล้วมาจากการที่ไม่มีใครทำตัวเหมือนคุณอัตตาคนนี้ แล้วคุณอัตตาฉลาดตรงไหนหรือ?

คุณอัตตาเป็นคนที่นับถือตัวเองอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็รู้จุดอ่อนตัวเองรู้ความปรารถนาและรู้อารมณ์ของตัวเอง ที่สำคัญที่สุดเขารู้ด้วยว่าจะจัดการกับอารมณ์ของตัวเองตรงนั้นอย่างไร

เราเรียกความฉลาดของคุณอัตตาว่า ความฉลาดด้านเข้าใจตนเอง หรือ Intrapersonal Intelligence หลายคนรู้จักกันดีในชื่อของ EQ หรือ ความฉลาดทางอารมณ์ นั่นเอง ซึ่งความฉลาดอันสุดท้ายนี่แหละครับที่นักจิตวิทยาทั้งโลกกำลังส่งเสริมให้ฝึกฝนกัน เพราะมันทำให้มนุษย์ประสบความสำเร็จมากขึ้น

แต่เราต้องเห็นตรงกันก่อนว่าความสำเร็จในชีวิตมนุษย์คือความพอใจในความสุขตามอัตภาพ ไม่ใช่เงินทองยศฐาฯ

มนุษย์ทุกคนมีความฉลาดใน 7 ด้านนี้มาแต่อ้อนแต่ออก แต่อาจจะมีมากน้อยไม่เท่ากัน บางคนอาจมีทั้งเจ็ดด้านเฉลี่ยๆ ไป แต่บางคนอาจมีด้านเดียวโด่งไปเลย การฝึกฝนเป็นหินก้อนสำคัญที่จะลับมีดทั้งเจ็ดเล่มนี้ให้คมยิ่งขึ้น

หาให้พบนะครับ คนเจ็ดคนที่ผมแนะนำให้รู้จัก ถูกคอกับคนไหนก็อย่าลืมสนิทกับเขาให้มากๆ เขาอยู่ในตัวพวกเราทุกคนนั่นแหละ

ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน”คอลัมน์คุยกับประภาส”

ดูหนังออนไลน์ หนังออนไลน์ หนังฟรี ดูหนัง ทีวี ละคร ย้อนหลัง Online

http://i50.tinypic.com/f23cjn.gif
หน้าแรก : melaniemonster.blogspot.com

ดูหนัง Transformers 2 ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 2 ส่งสัญญาณถล่มโลก

ตัวอย่าง

website http://www.transformersmovie.com/ 

อภิมหาสงครามแค้น (ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส)สองปีผ่านไป นับแต่หนุ่มน้อย แซม วิทวิคกี้ (ไชอา ลาบัฟ) ได้ช่วยจักรวาลให้รอดพ้นจากศึกขั้นเด็กขาดระหว่างหุ่นยนต์จากต่างดาวที่กำลังสู้รบกันอยู่ แม้จะสร้างวีรกรรมอันกล้าหาญสุดขั้วมาแล้ว แต่แซมยังคงเป็นวัยรุ่นธรรมด๊าธรรมดาที่มีปัญหาว้าวุ่นใจไม่เว้นแต่ละวัน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการต้องไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย การต้องทิ้ง มิเกล่า (เมแกน ฟ็อกซ์) แฟนสาวของเขาเอาไว้ที่บ้านเกิด และต้องแยกห่างจากพ่อแม่ของเขา (เควิน ดันน์ และ จูลี่ ไวท์) เป็นครั้งแรก แน่นอน ยังมีเรื่องหนักใจอื่นๆ อีกเมื่อแซมต้องพยายามอธิบายให้เพื่อนใหม่ของเขาฟังว่าทำไมเขาถึงต้องจากมา เพื่อนคนใหม่ที่ว่าก็คือหุ่นยนต์ที่คอยคุ้มครองดูแลเขาอย่างบัมเบิลบี

สำหรับแซมแล้ว เป้าหมายของเขาก็คือการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยอย่างเด็กนักศึกษาธรรมดาๆ แต่การจะทำตัวให้ธรรมดาได้ เขาต้องทำเป็นไม่สนโชคชะตาของตัวเขาเองเสียก่อนขณะที่แซมพยายามทำดีที่สุดเพื่อทิ้งปัญหาต่างๆ เอาไว้ที่มิสชั่นซิตี้ และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ อย่างไรก็ดี สงครามระหว่างพวกออโต้บ็อทส์ กับดีเซ็ปติคอนส์ ซึ่งดำเนินไปอย่างลับๆ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เซ็คเตอร์ 7 ถูกยุบไป และ เจ้าหน้าที่ซิมม่อนส์ (จอห์น เทอร์เทอร์โร่) นายทหารผู้ภักดีกับเซ็คเตอร์ 7 ถูกไล่ออก และที่ถูกตั้งขึ้นมาแทนที่ก็คือเนสท์ (NEST) องค์กรใหม่ ซึ่งเลือกใช้งานนายทหารผู้มีประสบการณ์ภาคสนามอย่าง เลนน็อกซ์ (จอช ดูฮาเมล) และ เอ็ปป์ส (ไทรีส กิ๊บสัน) พยายามหาวิธีทำงานเคียงข้างไปกับกลุ่มออโต้บ็อทส์ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับพวกดีเซ็ปติคอนส์

โชคร้ายที่ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ ธีโอดอร์ กัลโลเวย์ (จอห์น เบ็นจามิน ฮิคกี้) เหมือนจะเล็งเห็นถึงอันตราย ด้วยความมุ่งมั่นที่จะยึดครองอำนาจควบคุมขององค์กรทุกหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม รวมไปถึงอำนาจของแต่ละองค์กรเหล่านั้น ขณะเดียวกันก็จะได้กำจัดหน่วยงานรัฐบาลที่เขาเห็นว่าไม่มีความสำคัญทิ้งไป กัลโลเวย์จึงพยายามปิดเนสท์ทิ้ง โดยเขาเชื่อว่าภัยคุกคามจากสงครามที่สร้างความวอดวายของกลุ่มหุ่นยนต์ต่างดาวสองกลุ่มนี้ได้ผ่านพ้นไปแล้ว เขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่สนใจในความขัดแย้งที่ออโต้บ็อทส์มีต่อพวกดีเซ็ปติคอนส์

ถึงจะวางแผนมาเป็นอย่างดี แต่แซมพบว่าเขาต้องไปติดอยู่กลางศึกระหว่างออโต้บ็อทส์และดีเซ็ปติคอนส์โดยมีชะตากรรมของจักรวาลเป็นเดิมพันอีกเช่นเคย

เมื่อชีวิตของแซมในที่เรียนใหม่เริ่มเข้าที่เข้าทาง โดยเขาสามารถปรับตัวเข้ากับ ลีโอ (ราม่อน ร็อดริเกซ) เพื่อนร่วมห้องคนใหม่ที่เป็นจอมจุ้นจ้าน และ อลิซ (อิซาเบล ลูคัส) เพื่อนสาวคนใหม่ที่จุ้นพอกัน แต่พอดีเป็นผู้หญิงเลยน่าสนใจกว่า

จู่ๆ แซมก็เกิดความว้าวุ่นขึ้นอีกจนได้เมื่อเขาเห็นภาพที่แว่บขึ้นมาในหัวของเขาราวกับสายฟ้าแล่บ ด้วยความหวาดกลัวว่าเขาอาจกำลังวิกลจริตเหมือนปู่ของเขา แซมจึงเก็บภาพที่เขาเห็นในหัวเอาไว้เป็นความลับ จนกระทั่งเขาไม่อาจทนเมินเฉยต่อข้อความและสัญลักษณ์ที่แทรกซึมเข้าไปในความคิดของเขาได้ แต่ที่แซมยังไม่รู้ก็คือเขาคือผู้กุมกุญแจที่จะไขไปสู่ผลลัพธ์ของการทำศึกระหว่างความชั่วและพลังแห่งความดี ด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ รวมไปถึงเพื่อนที่เนสท์ และแม้กระทั่งพ่อกับแม่ของเขาเอง

ในที่สุด แซมก็ได้เรียนรู้ที่จะยอมรับความเป็นวิทวิคกี้ที่ติดตัวเขามาตั้งแต่เกิด เขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนตัวเองจากคำขวัญประจำตระกูลที่ว่า “ไม่เสียสละ ก็ไม่ได้ชัยชนะ!” อีกต่อไป

กำหนดฉาย : 24 มิถุนายน 2552

นักแสดง : ไชอา ลาบัฟ (Shia LaBeouf), มีแกน ฟอกซ์ (Megan Fox), จอช ดูลฮาเมล (Josh Duhamel), ไทรีส กิ๊ปสัน (Tyrese Gibson)

กำกับ : ไมเคิล เบย์ (Michael Bay)

เครดิต kapook

ดูหนังออนไลน์ได้ที่นี่  melaniemonster.blogspot.com

สุสานหิ่งห้อย

 

หนังอิงเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปี 1945 ที่เมืองโกเบ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามต้องหนีหัวซุกหัวซุนเพื่อเอาตัวรอด

ไม่เว้นแม้แต่ เซตะ เด็กหนุ่มวัย 14 ที่ต้องดูแล เซตสุโกะ น้องสาววัย 5 ขวบ ทั้งคู่ต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่จากไฟสงคราม

 

และจำต้องไปอยู่กับญาติห่างๆที่เอารัดเอาเปรียบ จนทั้งคู่ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ในถ้ำแคบๆ ใต้เนินเขา

 

ในภาวะสงครามเป็นยุคข้าวยากหมากแพง ทั้งคู่ไม่มีเงินทองพอจะหาซื้ออาหาร เซตะ พยายามทำทุกวิถีทางที่จะทำให้น้องสาวของตนเองมีความสุข ไม่ต้องอดๆอยากๆ แม้เป็นขโมยก็ยอม

สุสานหิ่งห้อย Grave of the Fireflies (火垂るの墓 Hotaru no Haka) หนังดัดแปลงมาจากหนังสืออัตชีวประวัติของ อะคิยูกิ โนซากะ ผู้สูญเสียน้องสาวตัวน้อยๆ ด้วยสาเหตุจากการขาดอาหารระหว่างสงคราม อากิยูกิ โนะซากะ เขียนขึ้นเพื่อชดเชยความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ให้น้องสาวต้องเสียชีวิตเพราะโรคขาดสารอาหาร และอิซาโอะ ทากาฮาตะ ผู้กำกับและหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Ghilbli เป็นผู้ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นภาพ แม้จะเป็นการ์ตูนแต่ก็ได้รับการยอมรับว่า มีความซื่อตรงต่อบทประพันธ์เดิมสูงมาก

ฉากในเนื้อเรื่องจะมีหิ่งห้อยอยู่ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์แทนการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้เพียงไม่นาน 

สงครามเป็นแค่การแสดงอำนาจ ความเป็นเจ้าของหรือแสนยานุภาพของคนเผ่าพันธุ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ.. สงครามทำลายชีวิต สิ่งสวยงามบนโลก แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือผลที่ตามมา  พวกเขาคือผู้ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของสงครามอย่างแท้จริง

ข้อมูล : th.wikipedia.org – noknoi.com – ghiblilover

สุสานหิงห้อย Hotaru no Haka (Anime)
ดูหนัง > 1 - 23
สุสานหิงห้อย Hotaru no Haka (คนแสดง-sud thai)
ดูหนัง > 12345 - 6

 

สิ่งที่เรียนรู้จากเยอรมนี

Hi

ตัวเองเขียนอะไรไม่เป็น-ไม่ค่อยเอาถ่าน  ขอลอกมาให้อ่านล่ะกันนะ เป็นบทความของ  “สารศรี”  ค่ะ.. อ่านแล้วใช่เลย  นี่แหล่ะเยอรมันที่ฉันยืนอยู่…

สิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากเยอรมนี

สารศรี

เพิ่งเลยปีใหม่มาได้สักสัปดาห์หนึ่ง เผอิญกับสหายผู้หนึ่งสอบถามมา ว่าข้าพเจ้าจะมีข้อเขียนอะไรสำหรับเว็บไซต์ของเขาบ้างไหม ว่าด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ชีวิตในเยอรมัน ข้าพเจ้ามักจะเขียนบันทึกความคิดอะไรต่อมิอะไรหลังปีใหม่เสมอ เพราะเชื่อว่าความคิดของของตัวยังเป็นของเก่าของปีที่แล้ว พอจะอ้างได้ว่ายังไม่ใช่ความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปกับเข็มนาฬิกาของปีใหม่มากนัก

ทีแรกยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนหัวข้ออะไร เพราะเรื่องที่อยู่ในหัวดูจะมากมายวกวน ตามประสาคนไม่ค่อยได้เขียนอะไรนาน การเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นตัวอักษรให้ได้ใจความไม่ใช่ของง่าย คิดทบทวนไปมา ก็คิดว่าน่าจะตรวจสอบความคิดตัวเองดูสักที ว่าการได้มาใช้ชีวิตนักศึกษาอยู่ในเยอรมนีนั้นได้เรียนรู้อะไรกับเขาบ้าง เรื่องที่ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองเรียนรู้นั้นอาจจะไม่เหมือนกับของผู้อื่น และก็ไม่ได้มุ่งหวังว่าคนอื่นจะต้องมาเรียนรู้เรื่องเดียวกันกับข้าพเจ้า เพราะมนุษย์เรานั้นมีความสนใจที่แตกต่างหลากหลาย ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถมองเยอรมันได้อย่างทะลุปรุโปร่ง หรือเข้าใจอะไรอะไรที่เป็นเยอรมันได้อย่างชัดแจ้ง เพราะมุมที่ข้าพเจ้ายืน ก็เป็นข้อจำกัดในการมองอยู่แล้วโดยปริยาย แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่ามุมมองที่แตกต่างจักช่วยให้เกิดการมองเห็นอย่างรอบด้านมากขึ้น เมื่อลองจดหัวข้อเรื่องหลักออกมา ข้าพเจ้าเลือกมาเพียงสี่หัวข้อ ซึ่งน่าจะนำไปสู่การถกประเด็นแลกเปลี่ยนได้กว้างขวางขึ้นในภายหลัง และจะอรรถาธิบายในแต่ละหัวข้อตามลำดับ ดังนี้

๑. เมตตาคุณอันปราศจากขอบเขต

ถึงแม้ข้าพเจ้ามิได้เป็นนักศึกษากฎหมาย แต่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญข้อแรกของเยอรมันนั้นจับใจข้าพเจ้ายิ่งนัก Die Menschenwürde ist unantastbar. ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์จะถูกล่วงละเมิดมิได้ หลักกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้ ได้ให้ความคุ้มครองแก่มนุษย์ทุกผู้ โดยมิได้คำนึงถึงความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ หรือเงื่อนไขอื่น แน่ล่ะ อาจจะมีผู้ค่อนขอดว่า ไม่เห็นแปลกเลย เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของเยอรมัน โดยเฉพาะความพยายามฆ่าล้างชาติพันธุ์ชาวยิว ได้ทำให้มีหลักกฎหมายข้อนี้ออกมา แต่นี่ยิ่งทำให้ชาวเยอรมันในสายตาของข้าพเจ้า เป็นบุคคลที่สมควรก้มศรีษะคารวะ ในข้อที่เป็นผู้ยอมรับประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาดของตน และเรียนรู้ที่จะไม่กระทำผิดอีก

ประธานาธิบดีของเยอรมันอย่าง Johannes Rau ซึ่งถือว่าเป็นประมุขของประเทศ ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางสติปัญญาของสังคม เขาผู้นี้ได้แสดงให้เห็นว่าเราจำต้องแยกแยะให้ออกระหว่างความรักชาติและคลั่งชาติ และแม้เขาจะเป็นคริสตศาสนิกชนของประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือคริสตศาสนา เขายังแสดงความกล้าหาญออกมาปกป้องสิทธิของผู้ถือศาสนาอื่น หรือพรรคการเมืองเขียวของเยอรมัน ก็ยืนยันที่จะไม่นำกากนิวเคลียร์ไปทิ้งในประเทศอื่น นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่าในหมู่ชนชั้นนำของเยอรมัน แม้เป็นนักการเมือง ก็ยังเลือกที่จะยืนอยู่ข้างศีลและสัจจะมากกว่าคะแนนความนิยม

หลักบัญญัติในรัฐธรรมนูญข้อนี้ บ้านเราได้รับไปเมื่อคราวปรับปรุงรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และเป็นวิวาทะร้อนในประวัติศาสตร์การเมืองว่า คำนี้มีความหมายว่าอย่างไร ราวกับว่า แม้เมื่อเปลี่ยนระบบการปกครอง เป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญแล้ว ชนชั้นนำบางกลุ่มยังไม่เคยเรียนรู้ ที่จะนับถือมนุษย์อื่นว่าเขามีความเป็นมนุษย์เหมือนตน ฉะนั้น เขาจึงมิอาจเข้าใจศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นได้ นอกเหนือจากเกียรติยศของตน

อย่างไรก็ตาม หลักศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นี้ ในความเป็นจริงตรงกับหลักเมตตาภาวนาในสังคมไทยมาแต่เดิม ดังที่บทแผ่เมตตาแสดงไว้ว่า สัตว์ทั้งหลาย อันเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ต้องการจะเป็นทุกข์ และอยากจะเป็นสุขด้วยกันทั้งสิ้น จักทำให้ลดการแบ่งแยก การเลือกปฏิบัติต่อมนุษย์อย่างไม่เท่าเทียมกันก็จะลดน้อยลงไป นี้เป็นหลักการสร้างเมตตาตามหลักพุทธศาสนาเดิม ดังที่พระเดชพระคุณท่านพุทธทาส ปราชญ์ทางจิตวิญญาณของเรา ได้พยายามย้ำเตือนอยู่บ่อยครั้ง

๒. ความสมถะ

สมถะเป็นคู่ตรงข้ามกับฟุ้งเฟ้อและฟุ่มเฟือย แต่สมถะมิใช่ขี้เหนียว ชาวเยอรมันเป็นชนชาตินิสัยมัธยัสถ์ ผู้บริโภคชาวเยอรมันได้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติรู้ในการใช้จ่ายเงิน และให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้ายิ่งกว่ายี่ห้อ โดยที่บ่อยครั้งจากการตรวจสอบคุณภาพสินค้าพบว่ายี่ห้อเลื่องชื่อต่าง ๆ มิได้เป็นเครื่องรับประกันคุณภาพสินค้าเลย ทั้งนี้ องคก์กรคุ้มครองผู้บริโภคของเยอรมัน ซึ่งมิใช่องค์กรของรัฐนั้น เข้มแข็งยิ่ง มีการทำเอกสารให้ความรู้ และเปรียบเทียบสินค้ายี่ห้อต่าง ๆ แจ้งให้ผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ ผู้ซื้อจึงมีทางเลือกในการซื้อสินค้า เพราะมีข้อมูลเปรียบเทียบช่วยในการตัดสินใจเพียงพอ

รสนิยมในการแต่งกายของชาวเยอรมันนั้น ถือว่าต่ำกว่าชนชาติเพื่อนบ้านด้วยกันเลยทีเดียว เพราะเป็นพวกไม่พิถีพิถันในการแต่งกาย และไม่นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน ดังจะเห็นว่าร้านอาหารและภัตตาคารมีปริมาณน้อย ความสมถะของชาวเยอรมันนั้น อาจจะเป็นผลจากที่เขาเป็นผู้รู้ถึงคุณค่าเงินก็เป็นได้ นักศึกษาของชาวเยอรมันส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่รับทำงานพิเศษเพื่อหารายได้ เพราะวัฒนธรรมทางนี้ถือว่า หากอายุครบสิบแปดปีก็ควรที่จะหัดหาสตางค์เลี้ยงตัวได้แล้ว

แม้คนรุ่นเก่าที่ผ่านยุคสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยังมีประสบการณ์การหาเลี้ยงชีพ ด้วยความยากลำบาก ความสุขสบายโดยปราศจากการทำงานหนัก จึงเป็นของน่าติเตียนยิ่ง และถึงแม้จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ระดับแนวหน้าของโลก ใช่ว่าชาวเยอรมันทุกผู้จะขับรถราคาแพง เพราะทุกเมืองจะพยายามสร้างมาตรการ บีบผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวให้หันมาใช้บริการขนส่งมวลชนเป็นหลัก

ถึงข้าพเจ้าจะสรรเสริญคุณสมบัติข้อนี้ของชาวเยอรมันมาก แต่ก็ไม่แน่ใจนักว่าชาวเยอรมันจะต้านกระแสทุนนิยมไปได้นานเพียงไหน เพราะดูเหมือนว่า เยอรมันทุกวันนี้จะพ่ายแพ้แก่วัฒนธรรมอเมริกันไปเสียแล้ว ดังจะเห็นได้จาก ร้อยละเก้าสิบของปริมาณภาพยนต์ ที่ฉายตามโรงภาพยนต์นำเข้ามาจากฮอลลีวู้ดเป็นส่วนมาก แม้ภาพยนต์ หรือ รายการโทรทัศน์ ผู้จัดรายการก็ซื้อมาจากอเมริกาเสียมาก แม้รายการเกี่ยวกับการจับจ่ายซื้อข้าวของ ของดาราภาพยนต์ หรือ บุคคลที่มีชื่อเสียง ก็ดูจะเป็นที่นิยมยิ่งนัก เด็กวัยรุ่นเยอรมันยุคใหม่ก็มีโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ใช้ติดตัวกันเกือบทุกคน ร้านอาหารจานด่วน อย่างแมคโดนัลด์ หรือ เบอร์เกอร์คิง ก็กลายเป็นที่นัดพบของวัยรุ่น โดยที่กระแสบริโภคเขียวนั้น แผ่วลงไปอย่างที่ผู้บริโภคมองไม่เห็นโทษภัยของร้านเหล่านี้ ว่าก่อให้เกิดการทำลายพื้นที่ป่า และเกษตรกรรม ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไร ก่อให้เกิดการเบียดเบียนชีวิต และทรัพย์สินในประเทศยากจนอย่างไรเสียแล้ว

 

๓. ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่น

หากเดินอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งของเยอรมัน ไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือเล็ก สิ่งที่เหมือนกัน เห็นจะเป็นความสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อย มารยาทในการขับขี่ยวดยานของชาวเยอรมันนั้น ถือได้ว่าอยู่ในระดับเรียกว่าผู้ดีได้ น่าสนใจที่ว่า ความเคารพในระเบียบวินัยของชาวเยอรมัน กลับกลายเป็นเรื่องความเถรตรงอันน่าขบขันสำหรับชนชาติอื่น ไม่ว่าการจะหยุดยืนรอไฟเขียว สำหรับคนเดินถนน ถึงแม้จะไม่มีรถยนต์วิ่งผ่านในขณะนั้นเลย และถึงกับมีป้าย ร้องขอทำนองว่า หากมีเด็กอยู่ด้วย ก็จงสำแดงตนเป็นผู้ใหญ่ที่ดี จึงพอจะมองเห็นได้ไม่ยากว่า การปลูกฝังเรื่องระเบียบวินัยนั้น มิได้อยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายเป็นสำคัญ แต่อยู่ที่การสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบ ทำให้มิต้องเสียค่าใช้จ่าย ในการจับผิด หรือตรวจสอบ การทำตามกฎหมาย ดังเช่น การประกาศแจ้งทางสื่อวิทยุว่า ตำรวจจะตั้งด่านตรวจจับความเร็ว หรือตรวจปริมาณอัลกอฮอลล์ของผู้ขับขี่ บนถนนเส้นไหนบริเวณใด เพื่อที่จะทำให้ผู้ขับขี่ระมัดระวังตน มิใช่เป็นการเลี่ยงการทำผิด ทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็เบาแรง ในการเล่นบทโปลิสจับขโมยโดยไม่จำเป็นอีกด้วย

กฎหมายที่บังคับใช้ในเยอรมันมีจุกจิกมากมายยิ่งนัก การบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างจริงจัง แต่มิได้อยู่ในข่ายเข้มงวด อย่างที่เรียกว่าถือเอาตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ หากมีการทำผิดระเบียบ หากเป็นเรื่องไม่ร้ายแรงนัก เจ้าหน้าที่นิยมใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือน มากกว่าจะลงโทษปรับไปแต่ทีแรก และในการติดต่อกับหน่วยงาน แม้เอกสารของผู้ติดต่อจะไม่ครบตามเงื่อนไข หากก็ผ่อนปรนให้นำมาแสดงภายหลังได้ หรือใช้วิธีการตรวจสอบกับอีกหน่วยงานหนึ่งผ่านโทรศัพท์เลยโดยตรง มิพักต้องรอให้ไปเดินเรื่องมาใหม่อีกรอบ นี่อาจจะเรียกว่าเขาให้เจ้าหน้าที่ใช้วิจารณญาณของตนในการทำงาน มากกว่าว่ากันไปตามเอกสาร และหากผ่อนปรนกันไม่ได้อีกแล้วนั่นแหละ เขาจึงจะยกเรื่องระเบียบหรือเอกสารมากล่าวอ้าง

 

๔. อหังการ

บ่อยครั้งที่ข้าพเจ้าดูข่าวโทรทัศน์รายงานผลการแข่งขันกีฬาที่มีชาวเยอรมันเข้าร่วม และมักจะประหลาดใจว่าหากนักกีฬาเยอรมันได้รับรางวัลแม้ไม่ใช่รางวัลชนะเลิศ ชื่อของผู้ชนะเลิศซึ่งเป็นนักกีฬาชาติอื่นมักจะถูกอ่านผ่านเร็ว ๆ เสียจนฟังแทบไม่ทัน และพออยู่ไปเริ่มจะทึ่งแทนคนเยอรมันเสียแล้วว่า เล่นกีฬาแข่งขันอะไรก็ชนะไปเสียทุกรางวัล เพราะไม่เคยได้ยินว่านักกีฬาชาติอื่นเขาชนะอะไรบ้าง (555)

ครั้นดูข่าวสารคดีท่องเที่ยวในประเทศอื่น นอกเหนือจากข้อมูลประเภทคำเตือนที่ว่า ดินแดนเหล่านั้นล้วนเต็มไปด้วยคนหิวเงินและนักฉวยโอกาส สาธารณสุขและคุณภาพชีวิตผู้คนก็ต่ำต้อย หากไม่เท่าทันอคติของผู้ถ่ายทำสารคดีแล้ว อาจจะเชื่อได้ง่าย ๆ ว่ายุคพระศรีอาริย์คงมีอยู่เฉพาะดินแดนเยอรมันแห่งนี้เท่านั้น

อำนาจของสื่อที่มีอยู่มากมายในยุคเทคโนโลยีข่าวสารปัจจุบัน ได้หล่อหลอมให้คนเยอรมันรู้จักโลกมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ปลูกฝังวิธีคิดให้เป็นไปในแนวเพ่งวิเคราะห์ผู้อื่น มากกว่าการตรวจสอบตัวเอง ดังเช่น เคยมีคนเยอรมันเดินเข้ามาถามข้าพเจ้าสองสามหน ว่าผู้หญิงไทยมาทำอะไรอยู่ในเยอรมันตั้งมากมาย เมื่อเขาตั้งใจถามอย่างที่ตั้งใจจะให้ข้าพเจ้าได้อาย ข้าพเจ้าก็จงใจตอบอย่างที่ให้เขาได้อายเช่นกันว่า ตัวข้าพเจ้าเองนั้นเขาเชิญให้เป็นแขกมาเรียนหนังสือ

ส่วนผู้หญิงไทยที่แต่งงานกับชาวเยอรมันนั้นเท่าที่ทราบ ทั้งหญิงและชายเยอรมันก็ทนกันและกันไม่ได้ ส่วนชายเยอรมันเห็นคุณค่าของผู้หญิงเอเชียจึงได้ไปขอแต่งงาน และหากจะถามว่าทำไมผู้หญิงเอเชียบางคนจึงได้ประกอบอาชีพขายบริการ ข้าพเจ้าก็สงสัยเช่นกัน ว่าทำไมชาวเยอรมันจึงเป็นประเทศ ที่ใช้จ่ายเงินกับการซื้อบริการทางเพศมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก

แล้วข้าพเจ้าก็เลยถามเขากลับเพิ่มเติมว่า นอกจากเมืองพัทยาที่คนไทยเขาไม่นิยมไปเที่ยวแล้ว เขาทราบหรือเปล่าว่าประเทศไทยมีเจ็ดสิบกว่าจังหวัด มีขนาดของประเทศใหญ่โตกว่าเยอรมันถึงสองเท่า เป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก แล้วก็แถมท้ายด้วยคำถามว่าเขาเคยไปแบร์ลีนไหม ไปฮัมบวร์ก หรือมึนเช่นมาหรือยัง เพราะอ้ายเจ้าพวกที่ตั้งคำถามโง่เขลาเช่นนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกไม่เคยไปไหน ไม่เคยรู้จักโลกนอกเหนือจากเมืองที่ตัวเองอยู่ ดังจะทดลองถามนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ว่า เขาไปไหนมาไหนน้อยมาก หลายคนแทบไม่เคยเดินทางออกจากเมืองที่ตนอาศัยอยู่เลย วิสัยการท่องเที่ยวในช่วงพักร้อนของชาวเยอรมันนั้น เกิดขึ้นในหมู่คนที่ทำงานรับเงินเดือนแล้วเป็นส่วนมาก

และแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมสูง แต่นักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมิเคยสำเหนียก ผลกระทบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเลย มิเคยตั้งคำถามการที่ได้ทำให้มายอร์คา หรือพัทยา กลายสภาพไปอย่างไร วิถีชีวิตคนท้องถิ่นต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ชาวเยอรมันมิเคยตั้งคำถามกับตนเอง แม้การมองว่าพัฒนพงศ์เป็นถนนคนบาป แต่เยอรมันกลับภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งกับเรพเปอร์บาห์นในฮัมบวร์ก แถมขนานนามว่าเป็นประตูสู่โลก

ยังร้านขายอุปกรณ์ทางเพศที่เปิดกันเกลื่อนกลางเมืองอีกเล่า บ้างก็อยู่ติดร้านอาหาร ร้านกาแฟ คนเยอรมันก็มองเห็นเป็นเรื่องธรรมดาเลยทีเดียว ใช่ว่าจะมีคนเยอรมันโอหังเช่นนี้อยู่ทั่วไป จากประสบการณ์ของข้าพเจ้า คนที่มีการศึกษา รู้ความเป็นไปของโลกนั้น สามารถจับผิดและวิเคราะห์สังคมของตนได้อย่างแหลมคม อหังการที่คนเยอรมันมีก็คงเป็นสิ่งที่ไม่แตกต่างจากอหังการในสังคมไทยสักเท่าไหร่ ดังที่มีคนถามชายเยอรมันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณที่ไปแต่งงานอยู่กินกับหญิงไทย ว่าในวัยขนาดนี้ทำไมถึงได้มาแต่งงานกับคนรุ่นลูก เขากล่าวตอบว่า ภรรยาชนชาติเดียวกับเขาเสียชีวิตไปนานแล้ว เขาก็เป็นคน รู้สึกเหงาเปล่าเปลี่ยว ต้องการครอบครัว ผู้หญิงในเยอรมันคงไม่มีใครแต่งงานกับเขาอีก ในเมื่อเขายินดีแต่งงานกับผู้หญิงไทย จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย เลี้ยงดูภรรยาและลูกติดสมตามฐานะ เหตุใดจึงพยายามยัดเยียดข้อหาเฒ่าหัวงูให้กับเขา ฤาสังคมไทยจะยอมรับได้แต่การเป็นภริยาน้อยของสามีไทยเท่านั้น หรือที่มีชายไทยในสังคมไทยเป็นส่วนมาก รู้สึกเสียหน้ากับการที่หญิงไทยแต่งงานกับฝรั่ง ถึงกับชี้หน้ากล่าวหากันเลยว่าเธอเหล่านั้นเห็นแก่ทรัพย์ มิได้มองเลยว่า ร้อยละเก้าสิบของหญิงไทยเหล่านั้น ล้วนถูกชายไทยทอดทิ้ง แถมยังรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวและบุตรไปตามลำพัง จริง ๆ เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาซับซ้อน ใครเลยจะหาคำตอบสำเร็จรูปมาอธิบายได้ แต่ที่เป็นของแน่ก็คือ ยะโสนั้นเป็นเรื่องโง่โดยแท้ทีเดียว

 

บทสรุป

สิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากเยอรมนีนั้นประกอบไปด้วย (๑) หลักเมตตาคุณอันหาที่ประมาณมิได้ (๒) ความสมถะ (๓) ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่น และ (๔) อหังการ ทั้งนี้หลักเมตตาคุณนั้นจักช่วยให้เราไม่ลืมความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น แม้ผู้ที่คิดเห็นต่างจากเรา ความสมถะนั้นช่วยให้เราเบียดเบียนโลกด้วยการบริโภคเท่าที่จำเป็น ระเบียบวินัยที่ยืดหยุ่นช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันโดยใช้หัวใจร่วมกับสมองมากขึ้น ส่วนอหังการนั้นช่วยให้เห็นอวิชชา และเน้นให้เห็นปัญญาอันเกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนชัดเจนขึ้น

ที่มา : คลังปัญญาชนสยาม

http://www.geocities.com/siamintellect/writings/germany.htm

 

 

คุณลุงแซนเดอร์ส KFC กับ 60 ปีแห่งความล้มเหลว

Hi
 
 
เหตุเพราะอยากหม่ำ kfc เลยคิดถึงเวปครัวแห่งนึง  ที่นั่นมีสูตรไก่ทอดสะท้านภพ  แต่เมื่อความรักที่จะทำกินเอง มีอุปสรรค  (เวปเค้าล่มอ่ะจิ) เลยต้องไปรบกวนคุณลุงกูเกิ้ล  ลุงแกก้อใจดีหาของแถมให้ตลอด …เลยเป็นที่มาของเรื่องราวต่อไปนี้

พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี

ตอนอายุ 17 ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี …ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20 ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้ 

ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยัง ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลวเหมือนเดิม เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ
เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง 
แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ! แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ การทำอาหาร ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา
 
 
ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขา กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขารักและคิดถึงเธอเหลือเกิน  

 เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ “ลักพาตัวเธอ!” แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น และตระหนกอยู่บ้าง แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ 

แต่แล้วอนิจจา … วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่ พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้ พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี 
วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้ ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน

 
 
เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ ว่า ” จะฆ่าตัวตาย ” เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา 
เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย ! (เพิ่งนึกได้) 
เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้ บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ …ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา 
 
 
เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกัน สังคมฉบับต่อไปของเขา ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้น 
เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำงาน ที่ร้านกาแฟนั้น เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง
 
ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร ์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน 
จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ “สู้ต่อ” หรือ “ยอมแพ้” สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?
 
 
สงสัยมั้ยว่าทำไมเรียก ผู้พันแซนเดอร์ส 
คุณลุงแซนเดอร์ส รักการทำอาหารและชอบทดลองการปรุงแต่งอาหารด้วยเครื่องเทศแปลกๆ ท่านได้ทดลองผสมเครื่องเทศและสมุนไพร 10 ชนิดกับแป้งสาลี คลุกเคล้ากับไก่แล้วนำไปทอด ในวันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังเตรียมไก่ทอดเพื่อจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยว ท่านได้ผสมเครื่องเทศตัวที่ 11 ลงไปในส่วนผสมเดิมนั้น และท่านได้กล่าวว่า “ด้วยส่วนผสมทั้ง 11 ชนิดนี้ ผมได้ค้นพบไก่ทอดที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมา” และสูตรไก่ทอดนี่เอง ที่เป็นสูตรลับที่ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน 
ด้วยฝีมือการทำเมนูไก่ทอด อันเลื่องชื่อของท่านนี้เองทำให้ชื่อเสียงของลุงแซนเดอร์สโด่งดังไปทั่วสหรัฐฯ
จนทำให้ผู้ว่าการรัฐเคนทักกี รูบี ลาฟฟูน มอบตำแหน่ง “พันเอกแห่งมลรัฐเคนทักกี” ให้กับแซนเดอร์ส เพื่อเป็นเกียรติที่ท่านเป็นบุคคลซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับรัฐ
เครดิต teenee – seedang
นิตยสาร Financial Freedom
แถม สูตรไก่ทอดเคเอฟซี โดยคุณหมูแดง
่วนที่ชอบดูหนัง มาทางนี้จ้า http://melaniemonster.blogspot.com/